โดย สมิตา หมวดทอง MA. International Boundaries, University of Durham, UK MA. Speech Communication, Portland State University, US
E-mail : nuienglish@hotmail.com
ในปี 1962 ศาลโลกตัดสินให้อธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาในขณะที่ประเทศไทยเป็นฝ่ายแพ้คดี เนื่องจากการเพิกเฉย (acquiescence) ไม่คัดค้านแผนที่ของฝรั่งเศสที่ระบุให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนของกัมพูชาเหนือพื้นที่ดังกล่าว
45 ปีต่อมา ประเด็นเขาพระวิหารได้กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอีกครั้ง หลังอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา แม้อำนาจอธิปไตยเหนือตัวปราสาทจะเป็นที่ยุติ
แต่ยังคงมีข้อกังขาว่าประเทศไทยจะเสียอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อน ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดในปี 1962 หรือไม่
บทเรียนจากคดีปราสาทพระวิหาร
ประเด็นเขตอำนาจของศาลโลก
ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศ (contentious cases) ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะมีบทบาทในการเป็นผู้ตัดสินได้ก็ต่อเมื่อ
1.รัฐจะต้องแสดงความยินยอมโดยการยื่นเป็นข้อตกลงพิเศษ (special agreement หรือ compromise) ตาม Article 36 (1) ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
2.สนธิสัญญาระบุให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีเขตอำนาจในการระงับข้อพิพาทอันเกิดจากการตีความและปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้น (compromissory clause) ตาม Artcle 36 (1) ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
3.รัฐแถลงยอมรับเขตอำนาจบังคับของศาลไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งเป็นการยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับ (compulsory jurisdiction) ไม่ต้องยื่นข้อตกลงพิเศษตามข้อหนึ่ง เพื่อแสดงความยอมรับเขตอำนาจของศาลอีกแล้ว ตาม Article 36 (2) ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
Article 36 ในธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่า รัฐสามารถเลือกที่จะใช้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นวิธีระงับข้อพิพาทหรือไม่ก็ได้
แต่การจะนำคดีขึ้นสู่ศาลจะต้องตั้งอยู่บนความยินยอม (consent) ของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย
และคำตัดสินของศาลถือเป็นที่สิ้นสุด ไม่มีการอุทธรณ์ตาม Article 60
ดังนั้น หากรัฐประสงค์จะระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอื่น รัฐก็อาจปฏิเสธไม่ยอมรับเขตอำนาจของศาลได้
ในคดีปราสาท
อ่านต่อได้ที่ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=44205&catid=16
ที่มา หน้า 6 หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2551
555+
ฝันดีครับ